SteppenWolf's profileSteppenWolfPhotosBlogLists Tools Help
Photo 1 of 215
October 17

ผมไม่เห็นด้วยกับการอธิบายการไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร

ผมไม่เห็นด้วยกับการอธิบายการไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร

 

นี่ไม่ใช่บทความที่จะกล่าวถึงรัฐประหารอย่างที่การวิจารณ์โดยมากในสังคมในด้านรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์จะพูดกัน ในทางตรงกันข้าม บทความนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบทสะท้อนส่วนบุคคลต่อเหตุการณ์นั้นมากกว่า

 

หลังการรัฐประหารใหม่ๆผมโดนน้องคนหนึ่งกล่าวหาว่าผมเห็นด้วยกับการรัฐประหาร ทั้งที่ๆ ณ เวลานั้นตัวผมเองผมยังบอกตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ผมอาจจะเป็นเช่นเดียวกับผู้อ่านหลายๆท่านที่มีความรู้สึกหวานอมขมกลืนระคนความโล่งใจจากเหตุการณ์ครั้งนั้น (นี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่ต้องปิดบังด้วยเกรงว่าคนรอบข้างจะมองว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญญาชนแต่อย่างใด ปัญญาชนไม่อาจจะเข้าใจโลกภายนอกได้หากในขั้นแรกไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง) ผมไม่ได้คาดหวังว่าผมจะสามารถตอบคำถามว่า คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้นี่เป็นจุดยืนที่แยกขั้วเกินไป คาดคั้นจากมนุษย์คนหนึ่งมากเกินไป ผมรู้สึกชัดเจนว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นธรรมต่อผม และอาจจะไม่เป็นธรรมกับท่านผู้อ่านหลายๆท่านที่ถูกถามคำถามเดียวกัน ผมเปิดเผยได้เลยว่า ตลอดเวลาสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่การอภิปรายเรื่องนี้เป็นไปอย่างร้อนแรง คำถามว่า คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้กลับผลักให้คนตกอยู่ในกับดักของคู่ตรงข้าม คือ มีแค่สองทางเลือก ใช่ หรือ ไม่ใช่ เท่านั้น ผมรังเกียจการตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกผลักไสไล่ส่งไปอยู่ในขั้วใดขั้วหนึ่งเช่นนี้ เมื่อประกอบกับผมเห็นคำถามในเชิงนี้โดยมากจากผู้ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ดังนั้นโดยส่วนลึกแล้ว ผมสารภาพว่า นี่คงมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้ ผมไม่เห็นด้วยกับการอธิบายการไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร  (แต่ผมก็ไม่คิดจะตอบตอบคำถามว่า คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องโกหกความสับสนในใจตนเอง) ทั้งนี้ก็ไม่เป็นเรื่องที่จะต้องปกปิดอัตวิสัย นี่เกิดจากความรู้สึกโดยแท้ และหากคิดว่าการสงสัยของผมเป็นเรื่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียวก็คงผิดถนัด ผมคาดหวังว่าการสงสัยของผมจะเปิดพื้นที่ใหม่ของการคิดและการปฏิบัติต่อแนวทางประชาธิปไตยให้กว้างขวางขึ้น

 

การที่ ผมไม่เห็นด้วยกับการอธิบายการไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร สะท้อนออกมาได้สามประการด้วยกัน

 

ประการแรก การไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารนั้นสมมติล่วงหน้าในเรื่องการแบ่งสองขั้ว (dichotomy) เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย และพยายามประดิษฐสร้างว่าการแบ่งสองขั้วนี้เป็นไปโดยธรรมชาติและไม่จำเป็นจะต้องสาวไปถึงที่มาที่ไปใดๆ สิ่งที่ถูกเน้นย้ำหรือสิ่งที่ถูกตัดทิ้งก่อนจะมาเป็นความง่ายดายแบบสองขั้ว อีกนัยหนึ่ง การแบ่งสองขั้วอย่างง่ายๆนี้สร้างสภาวะไม่มีที่ทางให้กับสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหารแต่ไม่ใช่ตัวรัฐประหาร สภาวะกล้ำกลืนฝืนทนของคณะปฏิรูปที่ต้องทำการรัฐประหารจะตัดสินอย่างไรบนการแบ่งสองขั้วนี้เล่า ชาวบ้านที่มอบดอกไม้ให้ทหารจะถูกตีความว่าพวกเขาเห็นด้วยง่ายๆแค่นั้นหรือ คำสารภาพของอาจารย์จอนจะถูกจัดวางไว้ที่ใดเล่าในสองขั้วนี้ นอกจากนี้ การแบ่งสองขั้งยังลบร่องรอยของการให้ความหมายทิ้งเสียหมด เหลือแต่การพยายามสร้างความหมายของสองขั้วให้เสถียรเท่านั้น ทั้งๆที่การเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นเกิดจากบริบทของผู้ตรึกตรองซึ่งขึ้นกับสถานะข้อมูลที่มี บทบาทที่กระทำได้ หรือแม้แต่แนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งทั้งหมดได้ถูกละเลยเสียมากจากการพิเคราะห์เพียงผลที่เกิดหลังเหตุการณ์แล้วเปรียบเทียบกับหลักการที่ยึดถือไว้

 

ประการที่สอง การไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารไม่ได้มองผู้ที่เห็นด้วยกับการรัฐประหารอย่างเท่าเทียมกัน (asymmetry) มองว่า การไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารนั้นมีระดับทางอภิปรัชญาที่เหนือกว่า การไม่เห็นด้วยนั้นเป็นการเข้าหาความจรีง แต่การอ้างความชอบธรรมของผู้ที่เห็นด้วยกับการรัฐประหารนั้นเป็นการคาดเดา เป็นการอุปมาอุปมัยกับอดีต หาได้เป็นเหตุผลที่หนักแน่นไม่ นั่นเป็นเหตุผลของมหาชน ผู้มีความสามารถในการเข้าถึงหลักการประชาธิปไตยที่ด้อยกว่า ช่างเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันเองว่า ขณะที่บางท่านไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารด้วยการกล่าวหาว่ารัฐประหารเป็นการยึดกุมอำนาจไปจากมหาชน เขากลับเลือกที่จะแสดงความเห็นที่จะถอดใจความได้ว่า ต่อให้มหาชนมีความเห็นต่อรัฐประหารอย่างเห็นด้วยอย่างไร อุดมการณ์ที่โต้แย้งรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามมหาชน ไม่ได้มาจากมหาชน เป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง แต่สุดท้ายการรัฐประหารก็ไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรมเพราะไม่ได้ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของมหาชน มหาชนจึงเป็นเครื่องมือที่หยิบใช้มาเพื่อตอบสนองความคิดไม่เห็นด้วยที่มีมาก่อนหน้านั้นแล้วเพียงเท่านั้น ไม่ใช่คู่สนทนาที่เท่าเทียมแต่อย่างใด

 

ประการที่สาม การไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารสร้างงประชาธิปไตยให้เป็นหลักการซึ่งอยู่ที่แก่นกลางของการให้เหตุผล (logo-centrism) ต่อเนื่องจากประการที่สอง การไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารสร้างสภาวะโต้เถียงได้ยากให้เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ การโต้เถียงได้ยากนั้นไม่ได้เกิดจากความหนักแน่นของข้อมูล (เราสามารถพิจารณาข้อมูลสองฝั่งอย่างเท่าเทียมกันได้) แต่เกิดจากการหาที่ยืนทางจริยธรรม ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงประเด็นเรื่องการสร้างอัตลักษณ์ของผู้สนทนาในการปฏิบัติบทสนทนา ลองนึกถึงการสนทนาที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารมาอยู่ด้วยกัน ในการสนทนานี้ ผู้ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารนั้นง่ายมากที่จะอ้างตัวเป็นผู้มีคุณธรรม เพราะแน่ชัดว่า ข้อแรก คำว่ารัฐประหารนั้นมีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นอย่างยากจะถกเถียงกับคำว่าประชาธิปไตย การป้องกันสิ่งแรกไม่ให้เกิดขึ้นเหมือนจะเป็นการปกป้องสิ่งหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้ ข้อที่สอง การปกป้องประชาธิปไตยให้คุณค่าความเป็นผู้มีจริยธรรม ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เห็นด้วย ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้มากนอกเสียจากการอ้างผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เสี่ยงที่จะต้องโดนกล่าวหาว่าทรยศต่อหลักการ นอกจากนี้ในกรณีที่มีผู้ที่ไม่คิดจะเป็นทั้งผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเข้ามา เช่น ผม ก็ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเหน็บแนมว่าไร้หลักการเช่นกัน หากว่าไม่สามารถพูดภาษาที่มีประชาธิปไตยในฐานะหลักการอยู่ในแก่นกลาง

 

ผลที่ตามมาคือ ในวิธีคิดที่ยึดประชาธิปไตยเป็นหลักการเช่นนี้ แทนที่ประชาธิปไตยจะเปิดวงกว้างออกไป แต่ประชาธิปไตยกลับถูกยกลอยเหนือสิ่งอื่นอย่างเลิศเลอจนสิ้นความเป็นประชาธิปไตยของคำนี้ไป ประชาธิปไตยแปรรูปเป็นการบดบังความเป็นไปได้ของวิธีคิดแบบอื่นๆ ประชาธิปไตยถูกเสนอ (present) และสิ่งอื่นสูญสลาย (absent) แทนที่ประชาธิปไตยจะถูกวิเคราะห์อย่างเท่าเทียมและมีปฏิสัมพันธ์กับคุณค่าอื่นๆในสังคม ประชาธิปไตยกลับไปปิดปากแม้กระทั่งความคำนึงต่อคุณค่าที่วิตกถึงการสูญเสียชีวิตที่มิอาจจะรับได้ในการชุมนุม ด้วยปิดปากเสียว่าเป็นเพียงแค่ความเสี่ยงเท่านั้น ไม่เป็นจริงเท่าหลักการ ทั้งๆที่คุณค่าความห่วงใยชีวิตเช่นนี้เป็นตัวขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 

ความกังวลใจของผมนั้นอาจกล่าวได้ว่า มิใช่ ความกังวลใจต่อภาวะจริยธรรม หรือภาวะความเป็นประชาธิปไตยหรือเสรีภาพ แต่เพียงอย่างเดียวล้วนๆหรือเป็นตัวตั้งสำคัญ ความกังวลใจที่แท้จริงของผมคือ ในความกังวลใจที่เรามีกันอยู่นั้น เราได้สะท้อนต่อการใช้เหตุใช้ผลของเราอย่างไร ไม่แน่นัก นี่อาจจะเข้าอีหรอบที่กลุ่มไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารจะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลใหม่ด้วยกล่าวว่าเป็นรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยที่เอ่ยอ้างแต่ความเหนือกว่าทางคุณธรรม การไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารก็เอ่ยอ้างคุณธรรมที่เหนือกว่าจนตัดบทสนทนากับทั้งคนที่ไม่เห็นด้วยและคนที่ไม่ใช่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เสียด้วยมิใช่หรือ

 

สุดท้าย ผมไม่ได้ตั้งการมาย้อนแย้งอะไรมากมาย ที่จริงที่ผมกล่าวไปอาจจะสรุปแบบย้อนแย้งสั้นๆได้ว่า การกล่าวถึงประชาธิปไตยอย่างเป็นหลักการให้น้อยลงสามารถเป็นหนทางสร้างประชาธิปไตยที่เป็นหลักการมากขึ้น

September 17

ชีวิตกะดึ๊บๆ

สวัสดีท่านๆอีกหนหลังจากห่างหายไปนาน
 
กลับมาอีกหนงงได้อีกหน จะอะไรของ msn มันวะ เปลี่ยนรูปแบบของสเปซไปเรื่อยจนงงจัด
 
แถมซ้ำร้าย เพจมันดันตั้งเป็นภาษาสวีดิชไว้อีกด้วย ไม่รู้ไปแก้ให้เป็นอังกิดตรงไหน เข้ามาทีไรก็ได้ฝึกอ่านภาษาสวีดิชทุกที
 
นอกจากนี้กลับมาหนนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรพร่ำเพ้อมาก เพราะว่าชีวิตโดนงานมาสุมๆๆๆ
 
งงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเป็นคนแบบนี้วะ ไม่เคยตั้งใจจะเป็นเลย
 
แต่ว่าพอเจออะไรที่น่าทำก็ดันคว้าไปซะหมด อารมณ์แบบไฟแรงอยากลองวิชาเสียจริง
 
อีกอย่างก็ดันสะเออะเห็นทุกอย่างมันสำคัญไปหมดซะด้วยสิ แต่ละอย่างมันก็เชื่อมโยงกับสังคมส่วนรวมไปซะหมด
 
แต่เฮ้อ ในอีกด้านหนึ่ง ก็คงต้องหาสมดุลชีวิตส่วนตัวด้วยบ้าง
 
ในมิติหนึ่ง มันคงเป็นการหาความสุขจากการทำงานของเราเอง (บ้างาน) ให้กลายเป็นความสุขของคนอื่น (งานสาธารณะ)
 
ในมิติต่อมา สำคัญมาก ทำยังไงให้หาเวลาไปกินข้าวกับคนที่รู้จักให้ครบทุกคนก็เป็นสิ่งที่รู้สึกเสมอว่าต้องทำ
 
ส่วนว่าเราจะต่างจากเพื่อนๆหลายๆคนมากน้อยเท่าไร ทำให้เราต้องเงียบไร้เรื่องคุยมากน้อยเท่าไรก็คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แค่เขาอยากจะพูดอะไรให้เราฟังและเราตั้งใจฟังแล้วยิ้มให้ก็พอใจแล้วล่ะ
 
หากเห็นนิ่งๆไปไม่ใช่เพราะเย็นชา หากเพราะคำนึงแต่กูก็เหนื่อยฉิบนะโว้ย
 
แต่อย่างน้อยเครียดอะไรก็ไม่ทำให้คนอื่นเครียดไปด้วยแหละ นี่คือทำดีที่สุดแล้ว
 
ทำตัวเป็นตลกหลวงไปเรื่อยก็สุขกับทั้งตนเองและคนอื่นดีพอควร
 
เหล่านี้เหมือนการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอีกหนนึงมั้ง คือช่วงนี้ก็เริ่มต้องรับภาระงานต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ
 
และหลังจากนี้คงจะไม่พ้นการเป็นอาจารย์มหาลัยแล้วล่ะ หนีไม่พ้น
 
ตอนนี้ก็เป็นผู้ช่วยสอนไปก่อน รอท่าแบบเป็นทายาทอสูรไปเรื่อยๆ
 
ถึงแม้จะโดนข้อหาว่าพูดไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง แต่ว่าก็พยายามชดเชยด้วยการทำให้การบรรยายมันสนุกและเปี่ยมไปด้วยเรื่องน่าสนใจและใกล้ตัว จนคนเรียนอยากจะไปค้นต่ออีก
 
ก็พบว่าประสบความสำเร็จพอควร ดีใจกับตนเองด้วย
 
เหมือนชีวิตกะดึ๊บๆไปอีกหนนึง ไปสู่ความท้าทายใหม่ๆเรื่อยๆ
 
และแบกความทรงจำและความห่วงใยไว้เต็มหลัง ไม่อยากจะปลดทิ้งลงแม้แต่หนเดียว
 
หากความคิดถึงกินได้ คงอ้วนไปแล้ว ฮ่าๆ
 
July 31

ทิ้งของให้เป็น เก็บคนให้ได้

กลับมาอีกหนแล้วครับ หลังจากหายไปชาติกว่า
 
หายไปไม่ได้ไป ตุกติก ที่ไหน ทว่าไปเร่งทำงานให้เสร็จ
 
และก็พบว่าชีวิตเริ่มกลับมาสู่วังวนเดิมๆ งานเริ่มเททับมาอีกรอบ
 
จะรู้สึกเหนื่อยดีไหม ไม่หรอก เพราะว่างานที่เข้ามาใหม่ๆก็ทำให้ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาอย่างคุ้มค่า และที่สำคัญ ทำให้รู้สึกว่าตัวเรามันก็มีคุณค่าเหมือนกันเว้ย
 
แต่ก็ทำให้หน้าแก่กับหัวเถิกไปมากมายแฮะ
 
ทว่าก็ยังดีใจที่ยังเป็นคนอารมณ์แจ่มใสอยู่ หรืออาจจะมากกว่าเดิม มีคนบอกว่าไม่เหมือนคนเรียนโทเลยแฮะ ไร้สาระเกินไป
 
นอกจากนี้ยังพบว่าการไว้ผมยาวไม่เหมาะสมกับผู้มีความรู้ ผมสั้นถึงจะเหมาะสมสิ โดนกดดันมาจากหลายคนเหมือนกัน
 
แต่อีกด้านนึงก็พบปัญหาใหม่ว่า ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งรู้จักคนเยอะขึ้น งานรับผิดชอบก็ยิ่งเยอะขึ้น คนเราจะรักษาความสัมพันธ์ต่อเพื่อนๆไว้ได้อย่างไรหนอ
 
นั่นอาจจะเพราะควาทรงจำเป็นสิ่งที่ต้องกระตุ้นๆๆๆไปเรื่อยๆ ก็สัญญาไว้ว่าจะกระตุ้นความทรงจำคนรอบข้างไปเรื่อยๆตลอดไป
 
ไม่ได้เพราะจะหวังผลอะไร แต่มนุษย์ไม่ใช่ปลาทอง ไม่ควรปล่อยให้วันเวลาเลื่อนไหลไปอย่างไร้รูปรสที่คงเหลือ แม้จะเป็นความทรงจำ
 
หากมีเวลาว่างสักวันผมคงจะมานั่งนับว่าปีที่ผ่านมานี้เจอรอยยิ้มใหม่ๆของคนมาแล้วกี่คน
 
ตอนนี้ผมรอที่จะฝากความคิดถึงไปถึงคนที่นั่นอีกครั้ง คิดถึงมากๆ และจะนัดเจอคนที่กลับมาไทยแล้ว และรอคอยคนที่จะกลับมาไทย
 
ตอนนี้ผมจดจำประโยคนึงที่เคยกล่าวกับเพื่อนที่จะไปที่นั่นไว้ได้ และจะบันทึกลงไปในนี้เพื่อจะไม่ลืม (ทั้งลืมคำและลืมตัว) เพื่อจะได้กระตุ้นอีกครั้งว่า
 
"ทิ้งของให้เป็น เก็บคนให้ได้"
April 22

ข้ามฟาก

ข้ามฟาก

 

ลำธารเชี่ยว

คนละฟากฝั่ง

เธอ ฉัน

เราไม่กล้าฝ่าข้ามไปหากัน

แค่เพียงมอง

กลัวว่ายิ่งลุยน้ำไปหากันใกล้เท่าไร

ยิ่งเสี่ยงถูกพัดพาห่างไกลมากเท่านั้น

 

เธอ

โปรดหยุดรอ ณ ที่นั้น

ฉันจะข้ามไปหาเธอเอง

April 16

ธารสำนึก

ธารสำนึก

 

อ่านข้อความของเธอ

คือแสงอาทิตย์

คือความอบอุ่น

แผ่ละลายตัวฉัน

สายธารจากฤดูหนาว

ที่ผิวหน้าเป็นน้ำแข็ง

แตกตัว เลื่อนไหล

ผ่านหุบเขาและทุ่งหญ้า

ผ่านป่าและโขดหิน

ทอดร่างให้ดินชื้นและดอกไม้บาน

ก่อนจะร้อนรุ่มและหลากไหลกระจาย

อย่างไม่รู้จักทิศรู้จักทาง

 

 

และที่มุมขอบของจักรวาล

ที่ที่ถ้อยความไม่เพียงพอ

ที่จะบ่งบอกความรู้สึกได้

เราอาจมีโลกส่วนตัวของเราเอง

กาลเวลาคืบคลานผ่านระหว่างเราสอง

ยามนั้นขอให้สายธารหลั่งไหลไปถึง

กล่าวคำเชื้อเชิญ

 

โปรดเธอลงมาสู่สายธารนี้

ให้ฉันได้สัมผัสร่องมือเธอ

ให้ฉันได้โอบกอดร่างกายเธอ

ให้ฉันได้ถ่ายทอดความอบอุ่นแก่เธอ

 

แทนความรู้สึกที่คำศัพท์มิอาจทับทาบ

แล้วจากนั้นฉันจะเทถั่งพัดพาเธอไป

ไป

ไปอย่างไม่รู้จักทิศรู้จักทาง

 

SteppenWolf Pakorn